มาดูวิธีทำเอวเล็กแบบสั่งได้

ลดความอ้วน

          มารวมวิธีลดเอว แม้ว่ามันก็คล้ายๆ กับการ ลดความอ้วน นั่นแหละแต่ว่าน้ำหนักคุณอาจจะไม่ลดเท่านั้นแต่บอกเลยว่ายังไงใช้วิธีเหล่านี้ก็ทำให้รูปร่างดีเลยแหละถ้าเกิดว่าอยากให้เอวเล็กเรามาดูวิธีกันเลยดีกว่ารับรองได้ว่าเอวบางเฉียบจนใครๆ ก็ต้องพูดถึงคุณแน่นอน ซึ่งการที่เอวเล็กๆ แบบนี้หากว่าหาชุดใหม่ๆ เสื้อผ้าสวยๆ ได้เยอะ ดูมีเสน่ห์มากกว่าเดิมที่ใครเห็นเป็นต้องชอบเอาละบอกประโยชน์ของการมีเอวเล็กๆ ไปตั้งมากมายหลายข้อแล้วแต่ยังไงนี่สิหากว่าอยากเอวเล็กแบบคนอื่นๆ ก็ไม่ต้องไปเครียดเลย เพราะว่ามันก็ไม่ได้ยากเย็นหลอกแต่มีวินัยกับตัวเองหน่อยบวกกับมีเคล็ดลับดีๆ ก็ทำให้มีเอวเล็กได้แบบที่ฝันแล้วหละถ้าเกิดทำตามที่ผมได้ลองใช้มาแล้วก็ไม่นานเลยเห็นผลได้ทันทีแล้ว ข้อแรกของการลดเอว หรือ ลดความอ้วน เลยก็คือเลิกพฤติกรรมต่างๆ ที่ทำให้มีผลกับไขมันหน้าท้องทั้งการนอนดึก กินตอนก่อนนอน กินน้ำอัดลม กาแฟ เหล้าเบียร์ อาหารรสจัดๆ อาหารมันอาหารทอดต่างๆ รวมถึงฟาสฟู้ดก็ด้วย อาหารพวกนี้ล้วนทำให้อ้วนได้หมดเลยจะทำให้ลดเอวได้ยากขึ้นกว่าเดิมหรืออาจจะไม่ลดพุงเลยก็เป็นไปได้ ขั้นตอนต่อมาก็คือการควบคุมอาหารไม่ให้กินมากเกินไป การกินถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมากเลยหากว่ากินอาหารพวกแป้งกับน้ำตาลน้อยลงแล้ว ซึ่งหากว่ากินมากเกินไปก็บอกเลยคำเดียวว่าต้องอ้วนแน่ขึ้นแน่นอน เพราะร่างกายเราจะเบิร์นไขมันออกไม่ทันและจะเปลี่ยนเป็นไขมันส่วนเกินสะสมในท้ายที่สุด หน้าท้องก็เป็นจุดแรกๆ เลยที่ไขมันจะไปก่อตัวส่งผลให้ลดเอวได้ยากมาก ถ้าอยากผอม อยากลดความอ้วน หรือลดหน้าท้องจริงๆ ควรจะกินแป้ง และน้ำตาลให้น้อยที่สุดหรือไม่กินเลยก็ยิ่งดีครับผม มาดูกันต่อที่ข้อสามเลยคือให้กินผักและผลไม้จนเป็นนิสัยเลยทั้งผักและผลไม้ต่างก็จะไฟเบอร์กับใยอาหารที่ค่อนข้างสูงมากดีสำหรับสุขภาพ โดยเส้นใยอาหารนั้นก็จะช่วยให้ระบบลำไส้และช่วยเรื่องขับถ่ายได้ดี ทำให้อิ่มนานกว่าเดิม ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ มีผลทำให้เอวลดลงได้ง่ายกว่าเดิมด้วย ข้อที่สี่ออกกำลังกายเป็นประจำ การที่เราคุมอาหารไปแล้วยังไงก็ต้องออกกำลังกายคู่กันไปด้วยเป็นประจำถ้าเกิดว่าบริหารให้เอวเล็กกว่าเดิมก็มีท่าออกกำลังกายให้เอวลดลงเหมือนกันมีดูกันเลยข้อแรกก็ออกกำลังกายบนลูกบอลแบบครึ่งวงกลม

ลดความอ้วน

          ผู้หญิงส่วนใหญ่ก็อาจจะยังไม่ค่อยรู้จัก Bosu Ball แต่รู้ไหมการออกกำลังกายแบบนี้จะทำให้เอวลดลงได้แบบรวดเร็ว ออกกำลังกายแบบครึ่งวงกลมนั้นก็จะทำให้ Balance ทำท่าให้ยากได้เหงื่อกว่าเดิม แต่อยากให้เอวลดลงก็ให้เน้นส่วนเอวเป็นพิเศษอย่างน้อยไขมันส่วนเอวน่าจะลดลงไปได้ดีเลยแล้วเอวจะลดลงเอง มาดูท่าลดเอว ลดความอ้วน ต่อมาเลยคือท่าบิดตัวแตะเท้า เป็นท่าที่หลายๆ คนรู้จักดีอยู่แล้วชั่วโมงพละต้องออกกำลังกายท่านี้ด้วย ท่ากระโดดตบแปะ บิดเอว หมุนไหล่ และก็ให้สะบัดข้อมือข้อเท้า เพื่อวอร์มก่อนออกกำลังกายมาฟังขั้นตอนเลยดีกว่าให้ยืนตรงแยกขาให้ห่างกันระดับที่ไหล่ บิดเอว นิ้วมือขวาแตะนิ้วเท้าซ้ายก่อนจะยืนขึ้นท่าธรรมดาอีก เสร็จก็สลับข้าง ให้นิ้วมือซ้ายแตะนิ้วเท้าข้างขวาต่อ ทำแบบแล้วก็สลับไปเรื่อยๆ ท่าที่สามคือท่าครั้นช์สำหรับการบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องสำหรับสาวๆ ใช้ในฟิสเนต หลายๆ คนก็อาจจะรู้สึกท้อแท้ทั้งๆ ที่ยังไม่เริ่ม เพราะไม่อาจจะคิดว่ามันยาก แต่ว่ามันก็ง่ายกว่าที่คิดไว้ เพราะมันสามารถแปลงจากต้นฉบับได้ซึ่งจะแนะนำคือท่าครันซ์เฉียง หรือท่าบิดเอว สำหรับศอกซ้ายและเข่าข้างขวา โดยศอกขวาก็ให้แตะสลับกันกับเข่าซ้าย หากว่าได้บริหารเอวประจำสม่ำเสมอทุกๆ วัน ก็จะทำให้หุ่นดีขึ้นได้ชิวๆ ท่าที่สี่อาจจะคล้ายกับท่าก่อนหน้านี้ท่าครั้นช์แบบย้อนกลับให้ทำเหมือนกัน ท่านี้ก็มีสองประเภทแบบแรกก็คือ Reverse fly ใช้อุปกรณ์เสริมของยิม จะทำให้เอวสวยงามกันเลยโดยมีการบริหารในท่าจะให้บิดเอวสลาย สำหรับแบบที่สองมั่งเป็นครั้นซ์แบบทั่วไป โดยจะคล้องแขนไว้รอบๆ เท้าแบบหลวมที่สุดจะทำในตอนที่นอนราบไปกับพื้น หรือว่ายันไว้โต๊ะกาแฟก็ยังได้เลยนะครับ การทำท่าครั้นซ์นั้นหากว่าถึงขั้นสุดท้ายก็ให้ย่อตัวลงที่ท่ากึ่งนั่งกึ่งยืน แล้วจากนั้นก็ปลอยตัวลงแบบช้าๆ จนสุด ค้างที่ท่า mid – position ไว้ก่อนให้ลุกนั่งทำให้ได้ซัก 12 ครั้งก็พอ มาดูกันต่อเลยคือเล่นซิตอัพ ให้นอนหงายลงบนพื้นชันเข่ากับพื้นมือให้ประสานกันกับท้ายทอย ให้ชิตอัพขึ้นและลง รวมถึงเกร็งหน้าท้องซัก 30 ครั้ง ทำให้ได้ 3 เซ็ตต่อวัน หากยังไม่ชอบอีกลองแพลงกิ้งดูมั่งโดยนอนคว่ำ ใช้ศอกกับเท้าพยุงลำตัวจนลอยขึ้นเกร็งลำตัวค้างซัก 1 นาที และก็จัดอีก 2 เซต ให้เซตละ 1 นาที หากทำได้นานกว่านี้จะดีมาก สุดท้ายเหมาะกับสาวๆ มาเล่นฮูลาฮูปให้ได้ 100 รอบต่อวัน ทั้ง ลดความอ้วน และก็ ลดรอบเอว แบบ easy ไไปทำตามซะ

ลดความอ้วน

เจาะข้อมูลลึกโรคโมยาโมยา

โรคโมยาโมยา

          สำหรับในโรคโมยาโมยานี้ หรือว่าโรคจากการอุดตันสำหรับหลอดเลือดสมองของบริเวณ Cicle of Wills สำหรับคำนี้ก็เป็นภาษาญี่ปุ่นที่มีความหมายว่า กลุ่มควันบุหรี่ หรือว่าลักษณะภาพรังสีของหลอดเลือดสมอง ที่มีลักษณะคล้ายๆ กับควันบุหรี่ เพราะมีการอุดตันเลยทำให้มีหลอดเลือดที่อยู่รอบข้างมาช่วยเลี้ยงสมองที่เกิดจากการอุดตัน ซึ่งหลอดเลือดนั้นก็มีจำนวนมากๆ และเล็กอีกด้วย ทำให้ดูเหมือนกับกลุ่มควันบุหรี่ที่ลอยในอากาศ สำหรับโรคยาโมยาในประเทศไทยยังหาคนที่เป็นโรคนี้จริงๆ น้อยมากเลยทีเดียว แต่ก็ไม่มีการศึกษาแน่นอนๆ และโรคนี้ก็ถือหากเอามาเปรียบคน 1 ล้านคนจะเป็นเพียงแค่คนเดียวเท่านั้นเอง 0.0001 เปอร์เซนต์เท่านั้นเอง โรคนี้ก็เป็นได้ทั้งเด็กหรือว่าผู้ใหญ่ด้วยที่เจอบ่อยในประเทศญี่ปุ่น ที่เป็นเด็กอายุ 5 ปีและก็ผู้ใหญ่ที่อายุ 40 ปีเลย โรคโมยาโมยา นั้นเป็นเพราะอะไรถึงเกิดโรคนี้ได้ไปดูสำหรับคนไข้ที่ป่วยโรคนี้อาจเกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรม ความผิดปกติกับโครโมโซมที่ 17 จากนั้นแล้วก็ยังพบได้อีกว่าบางโรคเป็นเหตุทำให้เป็นโรคโมยาโมยาได้แบบ โรคอาการดาวน์ โรคเนื้องอกทางพันธุกรรม ผู้ป่วยที่ฉายรังสีบริเวณสมอง โรคไทรอยด์เป็นพิษ โรคหัวใจกำเริบ ยังมีโรคหลอดเลือดแดงไตตีบ และโรคปานแดงบริเวณใบหน้า เรื่องการเป็นโรคมายามายานั้นมีตัวหนากล้ามเนื้อเรียบในผนังหลอดเลือดสมอง โดยจะทำให้การตีบของหลอดเลือดมากขึ้นเรื่อยๆ มีหลอดเลือดขนาดเล็กมาช่วยเลี้ยงสมองที่มันขาดเลือดกว่าเดิม แต่ถ้าเลือดไม่มากพอที่จะเลี้ยงสมองก็จะทำหมีภาวะการขาดเลือดนอกนั้นแล้วหลอดเลือดข้างเคียงหรือหลอดเลือดตีบ ก็จะเกิดการโป่งพองของผนักหลอดเลือด ก็จะยิ่งทำให้ผนังหลอดเลือดโป่งพองแตกทำให้เลือดออกในสมองได้ด้วย สมองขาดเลือดมาเลี้ยง ทำให้ปัญหาความจำก็ลดไปเรื่อยๆ มีการชักด้วย และยังเคลื่อนไหวร่างกายที่ผิดปกติ ยกตัวอย่างคือการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติของแขนขา สำหรับอาการของโรคนี้ก็ต้องพบแพทย์ด้วยโรคหลอดเลือดสมองที่ขาดเลือด หรือเลือดออกในสมอง และยังมีอาการอื่นๆ อีกที่เจอได้น้อยกว่าก็คือ อาการจากโรคสมองขาดเลือดแบบชั่วคราว การชัก ปวดศีรษะ ร่างกายเคลื่อนไหวแปลกๆ ความจำจะสั้นด้วย แล้วควรหาแพทย์ในตอนไหน หากว่ามีอาการแบบ โรคหลอดเลือดสมอง ชัก เคลื่อนไหวแบบผิดปกติ และปวดหัวแบบหนัก แพทย์จะวินิจฉัยโรคโมยาโมยายังไง โดยเขาจะถามจากประวัติทางการแพทย์ก่อนเลย และยังจะตรวจร่างกายจากระบบประสาท และจะส่งตรวจภาพสมองที่เอ็กซ์เรย์ในคอมพิวเตอร์ หรือว่าเอมอาร์ไอ ที่จะพบว่าสมองขาดเลือด หรือจะเลือดออกในสมอง

โรคโมยาโมยา

          ยังเพิ่มด้วยการฉีดสี และจะพบลักษณะที่เจอบ่อยคือหลอดเลือดใต้สมองมันจะคล้ายกับกลุ่มควันบุหรี่ลอยในอากาศ สำหรับโรคโมยาโมยาจะมีวิธีการรักษาดังนี้ไปดูข้อแรกกันเลยคือการผ่าตัดต่อหลอดเลือดสมอง คือหลอดเลือดปกติกับหลอดเลือดสมองที่มันอุดตัน ให้มันเป็นทางผ่านหลอดเลือด ข้อสองเลยการใช้ยาละลายลิ่มเลือด และยาต้านเกล็ดเลือด ในการป้องกันการตีบตันของหลอดเลือดสมอง โดยจะต้องใช้ยาไปชั่วชีวิตอีกตังหากไม่มีทางหายขาดได้เลยทีเดียว ข้อสุดท้ายเลยก็คือการทำกายภาพบำบัดก็ยังไม่ทำให้หายขาดได้เช่นกัน แพทย์ยังบอกต่อไปอีกว่าโรคโมยาโมยานั้นก็จะมีภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงสุดๆ คือการเป็นอัมพาต ชัก ข้อยึดติด ยังติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ โรคติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ และโรคซึมเศร้าอื่นๆ มาดูสเตตัสกันมั่งโรคโมยาโมยานั้นจะเกิดกับผู้ใหญ่มีโอกาสตายถึง 10 เปอร์เซ็นต์ แต่กับเด็กจะต่ำกว่า 5 เปอร์เซนต์ และสำหรับคนที่เสียชีวิตไปก็เพราะเลือดออกในสมองนั่นเองที่เกิดการเลือดออกซ้ำๆ จากที่มีสภาวะแทรกซ้อนจากโรคหลอดเลือดสมอง มาดูในมุมคนไข้มั่งหากว่าโรคนี้เกิดขึ้นแล้วควรทำไงดี แพทย์ก็เล่าว่าให้ทานยาสม่ำเสมอ ไม่ให้ขาดยา ข้อที่สองก็ไม่ควรซื้อยาทานเอง หรือพวกอาหารเสริม อาจจะทำให้ยาละลายลิ่มเลือดตีกันกับยาที่ซื้อมาเอง ข้อที่สามคือการทำกายภาพบำบัดแบบที่แพทย์ พยาบาล หรือว่านักกายภาพบำบัดบอกแบบสม่ำเสมอ เพื่อให้ฟื้นฟูสมรรถภาพ และก็ป้องกันภาวะแทกซ้อนได้ดีเช่นข้อยึดติด และแผลกดทับ ก็ต้องระวังการล้ม หรือกระแทก หรือว่าอุบัติเหตุ ที่จะทำให้เกิดเลิอดออกในสมองมากกว่าเดิม ควรไปตามที่แพทย์นัดเจอ รวมถึงโรงพยาบาลอื่นๆ หากว่าอาการแย่ลงกว่าเดิมที่เคยเป็น หรือมีภาวะแทรกซ้อนมาเพิ่มเติมก็มีภาวะแทรกซ้อนการใช้ยาด้วย หรือว่ากังวลในอาการ ในบทความนี้ก็เรียกได้ว่าเป็นอีกเรื่องที่น่าสนใจ และควรจะดูแลตัวเองให้ดีกว่าเดิมได้โดยหากว่าเป็น โรคโมยาโมยา แล้วจะทำให้มีโรคแทรกซ้อนมาใช่ไหมละที่ร้ายแรงถึงขั้นเป็นอัมพาตต่อได้เลยนะเนี่ย ร้ายแรงขนาดนี้ก็ควรตรวจเช็คสุขภาพตัวเองบ่อยๆ เลยไม่อย่างงั้นจะซวยรักษาหายขาดไม่ได้ซะด้วยโรคโมยาโมยาเนี่ย สำหรับโรคนี้ก็แม้จะมีโอกาสเป็นได้ยากก็ตามเหอะ แล้วยังมีข่าวแวดวงสุขภาพอีกเยอะมากมายให้เราได้ติดตามกัน

โรคโมยาโมยา

ง่วงนอนบ่อยอาจมีโรคอื่นแทรก

โรคนอนไม่หลับ

          ไม่ใช่แค่การนอนไม่หลับ หรือว่านอนไม่พอนะ ยังทำให้เรารู้สึกง่วงนอนบ่อย หรือว่ายังอ่อนเพลียไปทั้งวัน แต่ว่าการง่วงนอนบ่อยนั่นก็อาจจะเป็นสัญญาณของโรคต่างๆ ได้ การหาวเพราะว่าง่วงตลอดทั้งวันนั้น หรือง่วงแบบต่อเนื่องบ่อยๆ ก็อย่างที่บอกไปว่ามีภัยมากมายหลายอย่างเลย ข้อแรกเลยคือนอนกรนทางแพทย์เรียกว่าภาวะหยุดภายในในตอนนี้หลับจากการอุดกลั้นทำให้รู้สึกง่วงนอนตอนกลางวันมากกว่าปกติแล้ว เนื่องจากว่าอาการนอนกรนนั่นทำให้คุณภาพเรื่องการนอนนั้นก็ลดลงไปด้วย ทำให้คนที่นอนกรนไม่ได้รับไม่ได้รับการพักผ่อนที่ดีพอและยังส่งผลทำให้ร่างกายอ่อนแอลงอีกตังหากแถมต้องนอนหลับตอนกลางวันด้วยหากหัวหน้างานมาเห็นละก็อาจจะโดนไล่ออกเอาง่ายๆ สองอาจจะเป็น โรคนอนไม่หลับ คนที่กระสับกระส่าย อาจไม่ค่อยหลับแต่ละคืนกลุ่มนี้ก็จะเสี่ยงโรคนอนไม่หลับด้วยทำให้ส่งผลถึงอาการง่วงนอน ในช่วงเวลากลางวันสำหรับโรคนี้จะทำให้ส่งผลเสียกับสุขภาพร่างกายในระบบทำงานต่างๆ และยังทำให้สมองช้าลงด้วย และยังพามาให้เกิดโรคอ้วนด้วยดังนั้นหากว่าเป็นโรคนอนไม่หลับแล้วก็ให้ไปปรึกษาแพทย์ในการรักษาโรค เพราะอาจทำให้ร่างกายเราจะทรุดโทรมมากกว่านี้ ข้อสามคือภาวะโลหิตจางคนที่มีภาวะโลหิตจางหรือว่าในกลุ่มผู้หญิงที่ประจำเดือนผิดปกติก็อาจจะรู้สึกง่วงนอนบ่อยๆ เนื่องจากว่าภาวะที่ร่างกายระบบไหลเวียนเลือดก็จะไม่สมบูรณ์ก็จะทำให้อ่อนเพลีย และทำให้รู้สึกอยากจะนอนหลับพักผ่อนมากกว่านั้น หากว่ากำลังเป็นโรคนี้อยู่ก็ควรจะเสริมธาตุเหล็กให้ร่างกายเยอะกว่าเดิมหน่อยหากจะให้ดีก็ไปพบแพทย์ด้วยจะดีกว่าครับ

โรคนอนไม่หลับ

          มาดูโรคที่สี่คือโรคไทรอยด์เกิดจากความผิดพลาดของต่อมไทรอยด์หากว่าเป็นภาวะขาดฮอร์โมนไทรอยด์ในร่างกาย หรือว่ามีภาวะไทรอยด์เป็นพิษก็จะทำให้ร่างกายแสดงอาการโรคมาในรูปแบบการอ่อนเพลีย ง่วงนอนง่ายๆ จนทำให้ผิดปกติไปจากเดิม หากว่าต้องการเช็กห้แน่ใจว่าเป็นโรคไทรอยด์หรือเปล่า อาจจะมีอาการอื่นๆ ด้วยก็คือมีน้ำหนักตัวมากกว่าเดิม เช่นน้ำหนักตัวขึ้นหรือว่าลดลงอย่างไม่น่าเชื่อ หรืออาการแขนขาไม่มีแรงร่วมนั่นก็เป็นสาเหตุหลัก ข้อห้าโรคเบาหวานซึ่งการนอนน้อยก็จะเป็นสัญญาณของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ด้วย หากว่าปัสสาวะผิดปกติ เหนื่อยง่าย หิวน้ำบ่อยมากกว่าเดิม กินเอาๆ แต่น้ำหนักกลับลดลงการมองเห็นพร่ามัว แผลหายยาก มีอาการชาที่มือและเท้าร่วมกันด้วย มันชัดเจนเลยว่าโรคเบาหวานนั้นก็กำลังครอบงำแล้ว ข้อที่หกโรคเครียดอาการนอนไม่หลับนั้นก็เป็นส่วนนึงของโรคเครียดเพราะว่าความเครียดจะส่งผลกระทบมาถึงระบบฮอร์โมนในร่างกาย ยังส่งผลมาระบบการทำงานอื่นๆ ด้วย ก็เป็นที่มาของอาการนอนไม่หลับ เพลีย อาหารไม่ย่อย ประจำเดือนเริ่มเคลื่อน สมรรถภาพทางเพศเสื่อมอีกด้วย หากเกิดอาการแบบนี้บ่อยขึ้นก็จะทำให้ภูมิต้านทานก็จะต่ำลงด้วยจะอ่อนแอทำให้เป็นหวัด ท้องเสียได้ง่ายๆ ไปจนถึงโรคเรื้อรังต่างๆ แบบโรคหัวใจ และหลอดเลือดด้วย หากว่าเป็น โรคนอนไม่หลับ ก็ดูแลตัวเองดีๆ อาจเสี่ยงแก่โรคดังกล่าวได้

ไมเกรนปวดหัวเรื้อรังแถมเสี่ยงโรคอื่นอีก

ป้องกันโรค

          สำหรับโรคไมเกรนที่นอกจากจะปวดหัวแบบเรื้อรังแล้วก็ยังรักษายากด้วยเท่านั้นยังไม่พอยังเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ และก็โรคหลอดเลือดสมอง รวมทั้งยังมีอาการซึมเศร้าด้วยนะเนี่ย โรคไมเกรนนั้นก็อะไรที่ลำคาญมากๆ หากว่าเป็นปวดหัวได้ตลอดเวลาและนอกจากนั้นก็ยังทีอาการเรื้อรังด้วยทำให้ต้องกินยายาวๆ ไปเลย ทำให้ส่งผลต่อการใช้ชีวิตส่วนตัวประจำในแต่ละวันหากว่าวันไหนปวดหัวหนักๆ ก็แทบไม่อยากทำไรอยากจะนอนมากๆ เลยทีเดียวเพราะมันคิดไรไม่ออกหลอก แต่ว่าโรคนี้ยังส่งผลต่อโรคร้ายแรงอีกหลายๆ อย่างเลยมา ป้องกันโรค นี้ดีกว่า เดี๋ยวเราไปไล่ดูทีละอันเลยดีกว่าโดยข้อแรกเลยก็เป็นอาการแฮงค์รุนแรงโดยผู้ที่คุกคามด้วยอาการไมเกรนนั้นก็มีอาการแฮงแบบหนักกว่าคนธรรมดา โดยการกินแอลกอฮอล์แบบไวน์แดง มันมีสารฮีสตามีน และซัลไฟต์ ก็จะยิ่งทำให้กระตุ้นอาการรุนแรงขึ้นได้ หากว่าเป็นไมเกรนจริงๆ ก้ให้หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮลล์จะดีมากๆ เลยแหละ แต่หากว่ามันทำไม่ได้จริงๆ ก็มีศูนย์การแพทย์มาแนะนำด้วยว่าให้ดื่มแอลกอฮอล์ที่มีสีใสแบบ วอดก้า ที่จะทำให้อาการแฮงก์ไม่รุนแรงไปแบบที่จะเป็น มาดูอาการถัดมาเป็นอาการไมเกรนที่หนักขึ้นสำหรับอาการไมเกรนนั้นมันจะทำเรารู้สึกอยากไปฉี่มากขึ้น สำหรับผู้ที่ป่วยโรคนี้มีโอกาสที่สมองจะกระตุ้นมากกว่าปกติ การกระตุ้นเล็กๆ น้อยๆ อาจจะทำให้เกิดอาการปวดที่รุนแรงมากยิ่งขึ้นได้ด้วย ก็ให้เลี่ยงการใช้ชีวิตที่มันเสี่ยงต่อการกระตุ้นอาการปวดทั้งหลายให้ได้ มาดูโรคถัดมาโรคหลอดเลือดสมองฟังดูแล้วก็น่ากลังทีเดียวและไม่อยากเป็นเลยเป็น 1 ใน 3 ของผู้ป่วยไมเกรนที่มักจะมีอาการที่ใกล้เคียงกับหลอดเลือดสมองไม่ว่าจะเป็นแสงวูบวาบ หรือว่าจะเกิดอาการเหน็บชาใบหน้าหรือว่ามือ โดยผู้หญิงที่อายุตั้งแต่ 35-45 ปีขึ้นไป ก็มีแนวโน้มสูงปิ๊ดที่จะเกิดภาวะการแข็งตัวของเลือดได้มากกว่าเดิม นอกจากใช้ยาคุม รวมทั้งฮอร์โมนแล้ว และการสูบบุหรี่ก็สามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดการแข็งตัวของเลือดด้วยอะดิ เพราะงั้นผู้หญิงที่เป็นไมเกรนไม่ควรจะสูบบุหรี่ หรือว่าใช้ยาคุมกำเนิดเด็ดขาด รวมถึงยาฮอร์โมนทุกประเภทด้วยเพราะมันเสี่ยงที่จะเป็นโรคหลอดเลือดสมองลดลงจะดีกว่า มาดูโรคต่อมาโรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีกโดยโรคไมเกรนสามารถเพิ่มความเสี่ยงของโรคใบเหน้าเบี้ยวครึ่งซีกได้กว่าโรคอื่นๆ อย่างเช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ถึง 2 เท่า

ป้องกันโรค

          โดยอาการปวดนั้นก็เป็นอาการแสดงออกที่ชัดที่สุดสำหรับปัญหาระบบประสาท มาดูโรคต่อมาเป็นโรคซึมเศร้าโรคไมเกรนนั้นเป็นอาการปวดที่จะเกิดขึ้นกับบุคคุลที่มีปัญหาทางจิต อย่างโรคไพโบลาร์และโรคซึมเศร้าอีก เพราะว่าผู้ป่วยก็ต้องทั้งสองก็จะเกิดความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะสมองไวเกินไปสำหรับสิ่งกระตุ้น และทำให้เกิดอาการปวดยิ่งขึ้น และก็ทำให้เกิดมีความเศร้ามากขึ้นไปอีกด้วย แต่ก็ไม่มีมีผลการวิจัยแบบแน่นอนว่าโรคไมเกรนจะทำให้เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เศร้าได้ แต่ก็อย่าไปละเลยซะทีเดียว หากว่าตัวเองเป็นไม่เกรนก็ให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใช้ชีวิตให้ดี ไม่ให้ทำงานจนหนักเกินไป และก็พักผ่อนให้เพียงพอ ควรกินอาหารที่มีประโยชน์ แค่นี้ก็ทำให้โรคไมเกรนไม่กลายมาเป็นปัญหาสำหรับสุขภาพแล้วนะครับ มาดูปัญหาถัดมาก็เป็นปัญหาสุขภาพหัวใจที่ไม่ได้เป็นหนักๆ แค่โรคหลอดเลือดสมอง การเป็นไมเกรนยังมีโรคสุขภาพของหัวใจมาข้องเกี่ยวกันอีกด้วยนะเนี่ย จากการตีพิมพ์ของหนังสือจากทวีปยุโรปได้มีการพบอีกด้วยว่าโรคไมเกรนนั้นถือว่าเป็นโรคที่มีความเสี่ยงทางด้านหัวใจที่ค่อนข้างจะสูงมากๆ ทีเดียวหากเทียบกับคนทั่วไป และยิ่งเป็นคนสูบบุหรี่ หรือว่าดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงผู้หญิงที่กินยาคุมกำเนิด ก็จะทำให้เกิดความเสี่ยงมากขึ้นด้วยโดยยาชนิดนี้หากว่ากำจัดการไหลเวียนขงเลือดในสมองทั้งหัวใจ ควรใช้ยาชนิดนี้ตามที่แพทย์บอกเท่านั้นไม่ควรคิดเอง ทำอะไรเองอาจจะเสี่ยงเอาได้ มาดูโรคปวดกล้ามเนื้อเรื้อรังกันต่อสำหรับคนที่เป็นโรคไมเกรนส่วนมากก็จะมีอาการปวดกล้ามเนื้อเรื้อรังโดยได้มีการวิจัยในวารสารวิชาการ Headache แล้วยังพบว่าอาการทั้งสองนี้ก็มีสาเหตุที่เหมือนๆ กัน ก็คือคนที่เป็นโรคไมเกรนอาจเกิดกล้ามเนื้อเรื้อรังได้ทุกหนไปจึงต้องเช็คอาการอยู่เสมอๆ จะได้ทำการรักษาให้ทันเวลาไม่งั้นหากว่าปล่อยไว้ยาวๆ อาจจะมีอาการเจ็บปวดที่รุนแรงกว่าเดิม และก็ยังสร้างความลำบากให้กับผู้ป่วยได้ด้วยก็ครบแล้วสำหรับโรคที่อาจจะเกิดขึ้นได้เมื่อเป็นไมเกรนก็ควรจะเช็คให้ดีด้วย สำหรับโรคไมเกรนนั้นก็เป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ซะทีเดียวแต่ว่ามีพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ดีกว่าเดิมก็ช่วยให้อาการสงบลงไปได้เหมือนกัน และไม่ต้องกินยาอีกต่อไป หากใครที่เป็นไมเกรนไม่ควรจะเครียดเลยทำใจให้ดีๆ เข้าไว้อาการจะได้ไม่แรง และไม่ต้องเสี่ยงโรคอีกต่อไป สำหรับวันนี้ก็เอาข้อมูลแบบจัดเต็มเรื่องโรคไมเกรนมาฝากไว้เพียงเท่านี้นะครับ ก็หากใครเสี่ยงอยู่ก็รีบหา ป้องกันโรค นี้โดยเร็วเลยไม่งั้นเสี่ยงโรคอื่นไปด้วยใครที่ชอบเรื่องการป้องกันโรคภัยมารออ่านได้ที่นี่เลย

ป้องกันโรค

จัดตารางเล่นเวทยังไงเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ

โรค

          มาดูการจัดตารางเล่นเวทที่เล่าจากประสบการณ์ของใครหลายๆ คนและได้หาหลักการต่างๆ มากมายให้ใช้ได้กับคนทั่วๆ ไปที่ต้องการเล่นกล้ามสูตรนี้มีอะไรมั่งไปดูเลยดีกว่า สำหรับข้อแรกควรเล่นขาเพียวๆ 1 วันเลย โรค กล้ามเนื้อขาสำคัญเพราะเป็นกล้ามเนื้อที่ใหญ่ที่ในร่างกาย โดยใช้พลังงานในการบริหาร หากบริหารขาแล้วร่างกายจะไม่เหลือพลังงานไว้เล่นกล้ามเนื้ออื่นๆ ข้อสองหากว่าจะเล่นกล้ามเนื้อชิ้นเดียวก็ควรจะต้องพักอย่างน้อย 48 ชั่วโมง การเล่นอกจะต้องใช้กล้ามไหล่ด้านหน้า และกล้ามไตรเซป หรือแขนด้านหลัง ก็ควรพัก 2 วันนั่นเอง ข้อที่สามหากว่าเล่นกล้ามเนื้อส้วนที่ด้อยสัปดาห์นึง 2 ครั้ง สมมุติว่ากล้ามเนื้อแขนด้านเป็นมัดด้อย ก็ควรจะบริหารรอบแรกไปพร้อมๆ กับวันเล่นหลัง และค่อยมาบริหารอีกครั้งในวันเล่นแขน สำหรับข้อสี่หากว่าอยากบริหารกล้ามเนื้อชิ้นใหญ่สัปดาห์นึง 2 ครั้ง ก็ให้แบ่งเป็นวันบริหารโดยให้น้ำหนักมาก และวันที่น้ำหนักเบาโดยให้เพิ่มจำนวนเซทหรือครั้งแทน ให้ลดการใช้งานกล้ามเนื้อที่เยอะเกินไปและลดภาวะที่มันเกิดขึ้นกับเอ็นและข้อต่อ มาดูที่ข้อห้ากันการเลือกบริหารแบบแยกส่วนชัดเจน 3-4 วัน จะเหมาะกับคนที่ทำงานประจำหรือว่าภาระหนักๆ 5-6 วัน หากว่าในบางสัปดาห์มีธุรที่ต้องทำถึง 2-3 วัน ก็ทำให้บริหารได้ไม่ครบวัน

โรค

          กล้ามเนื้อบางส่วนก็ไม่ได้ใช้งานไป แก้โดยให้แบ่งเวลาเพื่อให้ร่างกายได้ใช้งานทุกส่วนจะได้มีการออกกำลังที่เท่าๆ กัน ข้อหกกล้ามเนื้อชิ้นเล็กๆ บางชนิดก็เอาไปบริหารพร้อมกับกล้ามเนื้อใหญ่ๆ ได้ไม่ให้มันปนกัน โดยกล้ามแขนหากบริหารวันเดียวกับบอกได้ กล้ามขาบริหารพร้อมกับหน้าท้องได้อะไรแบบนี้ ข้อเจ็ดหากวันไหนบริหารหลังท่า dead lifts ที่บริหารหลังส่วนล่างอย่างหนัก จะต้องบริหารขาใหห่างกัน 2 วัน และอีกท่าคือการบริหารขา squat ขาส่วนหลังจะใช้งานหนักควรหยุดไป 2 วันด้วย ข้อที่แปดหากต้องการเน้นกล้ามแขน ก็ให้แยกออกกำลังไปเลย 1 วัน และควรจะเล่นหนักๆ 2-3 ครั้งในสัปดาห์นึง ข้อที่เก้าการจัดตารางให้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ได้บริหารก่อนในแต่ละสัปดาห์ค่อยเอาวันพักมาคั่นก่อนจะเริ่มใหม่ โดยให้บริหารอก กับหลัง ก่อนจะมาบริหารแขน กับไหล่ อาจจะเอาวันพักมาคั่นกลางระหว่างวันบริหารแขน โรค เอาวันบริหารขามาคั่นก่อนบริหารไหล่ ข้อสุดท้ายที่จะบอกหากเน้นกล้ามเนื้อส่วนไหนก็ให้บริหารกล้ามเนื้อนั้นเป็นวันแรกเลย เพราะเรามีพลังงานมากที่สุดเพราะเพิ่งกลับมา

โรคตาขี้เกียจมองอะไรก็ไม่ชัดระวังไว้

โรคตาขี้เกียจ

          เอาละสำหรับวันนี้เราก็จะเอา โรค แปลกๆ มาแนะนำกัน ชื่อว่า โรคตาขี้เกียจ หากปล่อยไปนานๆ ก็อาจจะตาบอดได้เลยนะครับ ถือว่าเป็นภัยที่ใกล้ตัวมากๆ และเป็นได้ตั้งแต่เด็กเลย จำนวนก็ไม่ได้น้อยเลยสำหรับคนที่เป็นโรคนี้ หากว่าปล่อนไว้นานๆ ไม่รีบเข้ารักษา เพราะว่าเป็น โรค ตาขี้เกียจ นั้น ทำให้มองอะไรก็ไม่ชัดตามัวๆ ต้องไปพบพทย์ก่อนไม่งั้นอาจจะตาบอดเอาได้ อาจจะเป็นโรคที่เกิดขึ้นได้ค่อนข้างยาก แต่หากเป็นขึ้นมาก็ลำบากมากจะเกิดจากภาวะต้อกระจก ภาวะหนังตามาบดบังตั้งแต่ตอนเกิดมาใหม่ๆ และจะทำให้มองเห็นอะไรก็ไม่ค่อยชัด มีทัศนวิสัยที่ไม่ดีปิดกั้นการมองเห็น ให้รีบรักษาตั้งแต่รู้ว่าเป็นหากว่ารักษาตั้งแต่แรกก็จะเห็นทันที โดยโรคตาขี้เกียจนี้ก็จะพบกับเด็กอายุ 3-5 ปี และจะกลับมาเป็นปกติอีกครั้งในช่วงอายุ 8-10 ปี

โรคตาขี้เกียจ

          การรักษาจะไม่ค่อยได้แต่จะประคองไม่ให้อาการหนักกว่าเดิม โดยหากคุณมีลูกก็ควรให้เขาตรวจตาอย่างน้อย 1 ครั้ง มาดูการรักษามั่งคือการสวมแว่น หรือคอนแทคเลนส์ โดยวิธีนี้ได้ผลดีเลยคือจะกระตุ้นการมองเห็น และช่วยให้ โรคตาขี้เกียจ กระตุ้นให้ใช้งานมากขึ้น ผ่าตัดสำหรับคนที่มีอาการผิดปกติทั้ง ต่อกระจก รวมทั้งหนังตาตก เพราะมันจะเป็นการรักษาที่ดีที่สุด และยังทำให้ช่วยให้ทัศนวิสัยชัดเจนยิ่งขึ้น และจะหายเป็นปกติในไม่ช้า และข้อถัดมากระตุ้นอาการตาขี้เกียจด้วยตัวเอง สำหรับในวิธรการนี้ก็จะต้องให้แพทย์แนะนำตลอดเวลา วิธีการกระตุ้นใช้งานดวงตานั้น เริ่มจากการปิดตาข้างที่ปกติ และใช้ข้างที่มีปัญหามอง หรือแม้กระทั่งหยอดตาลงไปด้วยแต่ไม่ควรใช้แบบต่อเนื่องยาวๆ ซึ่งจะทำให้ใช้ตาข้างที่ขี้เกียจมากยิ่งขึ้น หรือว่าจะบริหารตาโดยเอามือปิดตาข้างที่ดีแล้วเอาอีกข้างนึงมองก็ทำให้สำหรับเด็กโต

แนะนำเว็บป้องกันโรคร้ายแรงและทั่วไป

โรค

          ในเว็บไซต์นี้นั้นก็ถือว่ารวมเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับการป้องกัน โรค ต่างๆ มากมายเลยทีเดียวซึ่งแต่ละโรคนั้นก็เป็น โรค ที่ค่อนข้างจะใช้ค่าใช้จ่ายพอสมควรเลยหากว่าเราเข้าโรงพยาบาลเอกชนแล้วละก็ หรือหากจะเข้าโรงพยาบาลรัฐบาลก็อาจจะรอยาวเหยียดเลยเพราะฉะนั้นจุดประสงค์ของในเว็บไซต์นี้ก็จะเอาวิธีการป้องกันโรคต่างๆ ที่มันได้ผลจริง มาแนะนำให้ทำตามกันแบบง่ายๆ ทั้งการควบคุมอาหารที่ทาน การออกกำลังกาย และทำยังไงให้ได้ผลดีที่สุด ซึ่ง โรคเบาหวาน โรคเอดส์ โรคมะเร็ง โรคตาแดง หรือโรคอื่นๆ ที่ยอดฮิตก็อาจจะเน้นบ่อยหน่อยเป็นพิเศษเพราะ โรค เหล่านี้ผมเชื่อว่ามีหลายๆ คนก็ตั้งหน้าตั้งตาคอย และจะบอกถึงสาเหตุการเกิดโรคต่างๆ ด้วย ยังไงก็ลองติดตามหาข้อมูล และทำตามกันได้นะครับ